ข้อมูลทางเทคนิค A-Tech

หลักการทำงาน A-Tech ถูกออกแบบมาเพื่อให้เป็นอุปกรณ์กรองไฟสำหรับรถยนต์ และรักษาระดับแรงดันไฟให้คงที่ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของอุปกรณ์อิเลคทรอนิคส์ ภายในรถยนต์ต่างๆ

การกรองไฟ คือการกรองความถี่ที่ปะปนอยู่ในกระแสไฟให้ลดน้อยลง โดยความถี่นี้เกิดขึ้นขณะที่ไดชาร์จ ได้ผลิตกระแสไฟเพื่อจ่ายให้กับแบตเตอรี่ เนื่องจากการทำงานของไดชาร์จขณะที่ผลิตไฟออกมานั้นจะมาพร้อมกับ การสร้างสนามแม่เหล็กซึ่งก็คือความถี่ที่เข้ามาปะปนอยู่ในกระแสไฟนั่นเอง เพราะไดชาร์จคือ เครื่องกำเนิดไฟฟ้ากระแสสลับ (AC) และทำการแปลงให้เป็นไฟฟ้ากระแสตรง (DC)

การรักษาระดับแรงดันไฟ  คือการปรับระดับแรงดันไฟ ที่ได้จากไดชาร์จ ให้คงที่มากที่สุดลดการสวิงของกระแสไฟ ทำให้กระแสไฟในระบบมีความเสถียรมากขึ้น

อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จะสามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพก็ต่อเมื่อองค์ประกอบต่างๆสมบูรณ์ และสิ่งหนึ่งที่สำคัญนั่นคือ ระบบไฟฟ้าที่สมบูรณ์ และด้วยการทำงานของ  A-Tech เมื่อกระแสไฟไหลผ่านเข้าสู่อุปกรณ์นี้ หน้าที่ของมันจะเป็นตัวกรองความถี่ และปรับระดับแรงดันไฟ ซึ่งก็จะได้ปริมาณกระแสไฟที่สมบูรณ์ราบเรียบขึ้น A-Tech ทำการผลิตโดยอ้างอิงมาตรฐาน  ANSI/IEEE (American National Standards Institute/Institute of Electrical and Electronics Engineers) ซึ่งเป็นของประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมาตรฐานของ IEEE ได้กำหนดคำนิยามของคุณภาพไฟฟ้าว่า คุณภาพไฟฟ้า คือคุณลักษณะกระแสแรงดัน และความถี่ของแหล่งจ่ายไฟฟ้าในสภาวะปกติ ที่ไม่ทำให้อุปกรณ์ไฟฟ้ามีการทำงานผิดพลาด หรือเกิดความเสียหาย เราได้นำบางส่วนที่เกี่ยวข้องของ IEEE มาใช้เป็นตัวกำหนดมาตรฐานให้กับ  A-Tech ได้แก่ IEEE Std 1159  (Power quality monitoring described)  ซึ่งมาตรฐานนี้ จะเป็นการกำหนดคุณภาพทางไฟฟ้า บางส่วนจากเอกสาร IEEE 1159 ได้กล่าวว่า  “attempts to clearly define the electromagnetic phenomena which can cause power quality problems “ ซึ่งหมายถึงปรากฏการณ์แม่เหล็กไฟฟ้าทำให้เกิดปัญหากับ คุณภาพของไฟฟ้า จากเหตุผลนี้ทำให้ทางเราจึงนำมาเป็นแนวทางในการพัฒนา อุปกรณ์ A-Tech ขึ้น และหลังจากใช้งานอุปกรณ์นี้ทำให้เห็นว่า ได้ระดับแรงดันไฟที่คงที่มากขึ้น และความถี่ที่เข้ามารบกวนกระแสไฟในระบบลดลง

คุณภาพของกระแสไฟฟ้าที่ดีนั้นหากทำการวัดด้วย ออสซิโลโสคป (oscilloscope) เราจะสามารถดูได้จากรูปคลื่น โดยที่สัญญานของกระแส และสัญญานของแรงดัน มีค่า แอมพลิจูด (Amplitude) หรือยอดคลื่นที่มีลักษณะคงที่ใกล้เคียงกับสัญญาณไซน์เวฟ (Sine wave) และมีค่าความถี่มูลฐาน (fundamental frequency) คงที่ตลอดเวลา

เปรียบเทียบ สัญญานไซน์เวฟ ก่อนและหลังใช้ อุปกรณ์จะเห็นได้ว่าสัญญานจะราบเรียบขึ้น

A-Tech Spec

ภาพนี้ทำขึ้นเพื่อเปรียบเทียบการทำงาน โดยอ้างอิงจากข้อมูลที่ได้จากการทดสอบ

ปัญหาโดยทั่วไปของระบบไฟฟ้ารถยนต์

  • ปัญหาการทำงานของไดชาร์จ (Alternator)
  • ปัญหาของแบตเตอรี่ (Battery)
  • ปัญหาการใช้ไฟเกินขนาด (Over Load)
  • การเกิดสภาวะความผิดพร่อง (fault) ทางไฟฟ้าในสายส่ง

ปัญหาการทำงานของไดชาร์จ (Alternator)  คือเกิดจากความเสื่อสภาพของอุปกรณ์เอง ทำให้การทำงานของระบบชาร์จทำได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ จึงส่งผลให้กระแสไฟไม่พอส่งไปยังแบตเตอรี่

ไดชาร์จปกติจะผลิตไฟออกมาที่ประมาณ ±14 V โดยความถี่ที่เกิดขึ้นที่รอบเครื่อง 3,000 รอบ จะได้ความถี่ประมาณ 6,000 Hz ซึ่งความถี่ที่เกิดขึ้นจากไดชาร์จจะมีทั้งความถี่ที่เกิดขึ้นทั้ง ภายใน และภายนอก ซึ่งจะส่งผลให้ กระแสไฟมีความผิดเพี้ยน

ปัญหาของแบตเตอรี่เสื่อมคุณภาพ คือหากแบตเตอรี่เสื่อมคุณภาพ จะส่งผลให้เมื่อ ไดชาร์จทำการจ่ายไฟมาให้แบตเตอรี่แล้ว แบตเตอรี่ก็จะไม่สามารถเก็บไฟไว้ได้ตามมาตรฐานที่กำหนด เมื่อไฟไม่ได้ตามกำหนดก็จะทำให้ไฟไม่พอจ่ายในที่สุด

ปัญหาการใช้ไฟเกินขนาด (Over Load) คือหากเราใช้ไฟมากกว่าที่ ระบบชาร์จจะทำได้สิ่งที่จะตามมาคือ เครื่องยนต์ทำงานผิดพลาดหรือ อาจดับได้ เช่นหากเราใช้รถในยามค่ำคืนเป็นประจำและทำการ  เปิดแอร์, เปิดไฟหน้า หรือเปิดเพลงเมื่อระบบไดชาร์จทำการชาร์จไฟเพื่อส่งมายังแบตเตอรี่ไปก็จะทำให้กระแสไฟถูกดึงไปใช้จนแทบไม่เหลือเก็บเข้าสู่แบตเตอรี่จึงทำให้ไฟหมดได้

การเกิดสภาวะความผิดพร่อง (fault) ทางไฟฟ้า คือปัญหานี้ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ระบบไฟมีปัญหา ทำให้เกิดเหตุการณ์แรงดันตก (Voltage Sag หรือ Voltage Dip ) แรงดันเกิน  (Voltage Swell) มาตรฐาน IEEE Std 1159-1995 มีการเรียกชื่อแรงดันดังกล่าวตามระยะเวลาที่เกิดคือเวลาทันที ทันใด(Instantaneous) ชั่วขณะ ( Momentary) และชั่วครู่ (Temporary) โดยปัญหาเหล่านี้ เกิดขึ้นมาจากไดชาร์จ และระบบชาร์จ เช่นสายเชื่อมต่อ, รอบการทำงานของเครื่องยนต์ เป็นต้น